สรุปผล: เปลี่ยนคนซึมๆให้มีความสุขใน 21 วัน

  • 21 day happiness challenge result by Marach Treekunprapa

ความเดินตอนที่แล้ว:

เรารู้สึกไม่มีความสุขกับชีวิต ก็เลยไป google หาทางออก แล้วก็เจอ TED Talk คลิปหนึ่งเกี่ยวกับวิธีการสร้างความสุขซึ่งมีการวิจัยรองรับว่าได้ผลจริง เราก็เลยตัดสินใจลองทำดู (ถ้าจะอ่านฉบับเต็มอ่านได้ที่ เปลี่ยนคนซึมๆให้มีความสุขภายใน 21 วัน)

สิ่งที่เราทำ

เราทำ 5 อย่างที่คุณ Shawn Anchor กล่าวไว้ใน TED Talk: Happy Secret to Better Work ซึ่งประกอบไปด้วย

  1. Three acts of gratitude เขียนสามสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีและอยากขอบคุณ
  2. Journal one positive experience เขียนบรรยายสิ่งดีๆหนึ่งอย่างที่เกิดขึ้นวันนี้
  3. Exercise ออกกำลังกาย
  4. Meditate นั่งสมาธิ
  5. Random acts of kindness ทำดีกับใครสักคน

เราทำติดต่อกันเป็นเวลา 21 วันจนสำเร็จ นี่ก็ผ่านไปประมาณเดือนนึงได้ละ ถึงคราวแก่เวลาเขียนสรุปตามแต่ละหัวข้อดังต่อไปนี้

เขียน 3 อย่างที่อยากขอบคุณในแต่ละวัน (Three acts of gratitude)

อันนี้ตอนทำแรกๆง่ายมาก พอเริ่มวันที่ 10+ จะยากขึ้นไปเรื่อยๆ (หาข้อดีของตัวเองไม่ได้) พอทำครบแล้วย้อนไปอ่านก็เห็นว่า บางทีสิ่งเล็กๆน้อยๆก็เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีได้ ทำให้เราเห็นความสุขในปัจจุบันที่เรามีอยู่แล้ว

เรามักจะมองข้ามสิ่งดีๆที่เรามี (take things for granted) การทำสิ่งนี้ทำให้เรามองหาสิ่งดีๆในชีวิตเรา ทำให้เรารู้สึกว่า จริงๆแล้วชีวิตเรามันก็มีความสุขในตัวของมันเอง และที่สำคัญกว่านั้น มันทำให้เรามองโลกแล้วหาแต่สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขก่อนเสมอ

เขียนสิ่งดีๆ 1 อย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ (Journal one positive experience)

กิจกรรมนี้ทำให้สมองของเราได้รู้สึกดีอีกครั้งหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้เรามีความสุข (Re-live the moment) แม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะผ่านไปแล้ว เวลาวันไหนมีเรื่องพีคๆก็จะนั่งอมยิ้มคนเดียวตอนนึกถึงและได้เขียนลงไป สำหรับวันที่เจอเรื่องไม่ค่อยดีแต่ด้วยความที่ต้องเขียนก็จะสรรหาเรื่องเล็กๆน้อยๆมาเขียน ทำให้เรารู้สึกได้ว่าแม้ในวันแย่ๆก็ยังมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นอยู่

ออกกำลังกาย (Exercise)

เรายกเวท โยคะ หรือออกกำลังกายแบบ HIIT แล้วแต่วัน เราตั้งใจจะทำตาม Challenge ก็เลยไม่ได้สนใจผลลัพธ์ (คอยคิดเช็คว่ากล้ามขึ้นไหม หรือทำตัวอ่อนได้ขนาดไหน) มันทำให้กลายเป็นว่าจดจ่ออยู่กับการทำ ไม่ท้อ ไม่คาดหวัง และทำได้ต่อเนื่องแบบสนุก ตอนนี้พูดได้เต็มปากว่าชอบการออกกำลังกาย ทุกๆครั้งที่ออกกำลังกายเสร็จมันจะรู้สึก ตัวเบาและอารมณ์ดี

ทำสมาธิ (Meditate)

เป็นกิจกรรมให้เราลองหลุดจากความวุ่นวายต่างๆนาๆในชีวิต โทรศัพท์ อีเมลล์ อินเตอร์เน็ตฯลฯ แทนที่จะ multi task เราเรียนรู้ที่จะ single taskโดยการจดจ่อกับสิ่งเดียวตรงหน้า

เราทำวันละประมาณ 7 นาที ปิด electronics ทุกอย่าง นั่งหลับตาเฉยๆ จดจ่อที่ลมหายใจเข้าออก พอทำได้แปปๆก็จะคิดโน่นคิดนี่ พอรู้สึกตัวก็จะกลับมาจดจ่อที่ลมหายใจใหม่ ทำจนครบ 21 วัน ก็ยังไม่พัฒนาขึ้น (focus ไม่ได้) เลยไม่ได้รู้สึกว่าได้อะไรมากมาย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแย่ที่จะทำ อาจมีบางครั้งรู้สึกนิ่งๆ สงบๆ แต่อาจจะแค่คิดเข้าข้างตัวเอง (-   -“ )

ทำดีกับใครสักคน (Random acts of kindness)

ตามความเข้าใจคือ การทำให้ใครสักคนรู้สึกดี เช่น กอดพ่อแม่ ยิ้มให้พนักงานเสิร์ฟ ส่งอีเมลล์ไปขอบคุณหัวหน้าเก่า เลี้ยงข้าวเพื่อน ฯลฯ

อันนี้ตอนทำจะค่อนข้างจั๊กจี้นิดนึง แม้บางทีคนที่โดนเราทำดีใส่ก็แอบเหวอหรือทำหน้างง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดความรู้สึกดีๆทั้งคู่ เราเคยรอข้ามถนนในวันแดดเปรี้ยงๆแล้วเจอคุณป้ายืนตากแดด เรามีร่มก็เลยขออนุญาติกางให้เขา ป้าแกก็ขอบคุณ แค่นี้ก็รู้สึกดีมากละ

ผลสรุปหลังจากการทำ 21 day happiness challenge

แม้จะรู้สึกดีมากๆในระหว่างที่ทำ แต่เราก็ไม่ได้กลายเป็นคนที่มีความสุข(ถาวร) อย่างที่เราคาดหวังไว้

เราคิดว่าสมองที่มีความสุขมันเป็นเหมือนร่างกายที่แข็งแรงคือมันเป็นอะไรที่เราต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นมันก็จะค่อยๆหายไป ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราลดน้ำหนักจนได้ที่แล้วก็เลิกควบคุมการกิน เราก็จะกลับไปอ้วนอีก สมองของเราก็เช่นกัน ถ้าเราเลิกทำสิ่งที่สร้างความสุข มันก็จะค่อยๆกลับไปซึมอีก ดังนั้น ที่เราคิดว่า เราจะทำสิ่งเหล่านี้ 21 วันแล้ว บู้ม! เราจะกลายเป็นคนมีความสุข นั้นมันค่อนข้างจะ fail แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ได้อะไรจากการทดลองครั้งนี้เลยเสียทีเดียว

21 วันที่ผ่านมา เป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน และได้ทำให้เราเรียนรู้ว่า

  • ชีวิตเรามันดี
  • สิ่งรอบตัวเรามันก็ดี
  • จงสร้างความสุขด้วยตัวเราเอง
  • จงแชร์ความรู้สึกดีๆให้คนรอบข้าง
  • จงใช้ชีวิตในทุกๆวันอย่างมีความสุข

ป.ล. ขอบคุณ เพื่อน พี่ น้อง ที่ทักมาถามสารทุกข์สุขดิบนะครับ พวกท่านทุกคนทำให้เรามีพลังจริงๆ 🙂

2017-12-03T13:33:35+00:00 15 November 2017|